วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

การเข้าชั้นเรียน ครั้งที่ 7

20 ธันวาคม 2556






++ไม่มีการเรียนการสอน++


เนื่องจากเป็นสัปดาห์สอบกลางภาค



การเข้าชั้นเรียน ครั้งที่ 6

13 ธันวาคม 2556


กิจกรรมการเรียนการสอน

·        อาจารย์ให้นักศึกษานำเสนองานกลุ่ม


สมาชิกกลุ่ม
หัวข้อนำเสนอ
          1.     จินตนา / ณัฐวดี / นพมาศ
เด็กออทิสติก
            2.     กรรจิรา / บงกช / พัชรี
เด็กดาวน์ซินโดรม
            3.     นฤมล / เณฐิดา / ชิดชนก
เด็กสมองพิการ (เด็กซีพี)
            4.     สุภาภรณ์ /  รัตติกาล /   นิตยา   / ประทานพร 
เด็กสมาธิสั้น
  5.   อลิสา / กรกนก/ รสิตา / ชุติภา
เด็กแอลดี
             6.   อรอุมา/ วศินี
เด็กปัญญาเลิศหรือ IQ สูง

การเข้าชั้นเรียน ครั้งที่ 5

6 ธันวาคม 2556


กิจกรรมการเรียนการสอน

พัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

            พัฒนาการ
  • การเปลี่ยนแปลงในด้านการทำหน้าที่และวุฒิภาวะของอวัยวะต่างๆ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
              -  มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
                -พัฒนาการล่าช้าอาจพบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน
                -พัฒนาการล่าช้าในด้านหนึ่งอาจส่งผลให้พัฒนาการในด้านอื่นล่าช้าไปด้วย

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการ
  1. ปัจจัยด้านชีวภาพ
  2. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
  3. ปัจจัยด้านกระบวนการคลอด
  4. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด


            สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
  1.  โรคทางพันธุกรรม
  2.   โรคทางระบบประสาท
  3. การติดเชื้อ
  4. ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม
  5. ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด
  6. สารเคมี
                                ตะกั่ว
                                แอลกอฮอล์
                                นิโคติน

       7. การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม
แนวทางการวินิจฉัยเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
                 1. การซักประวัติ
  • โรคประจำตัวต่างๆ 
  • การเจ็บป่วยในครอบครัว 
  • โรคทางพันธุกรรม
  • ประวัติฝากครรภ์
  • ประวัติเกี่ยวกับการคลอด 
  • พัฒนาการที่ผ่านมา
  • การเล่นตามวัย การช่วยเหลือตนเอง
  • ปัญหาพฤติกรรม
  • ประวัติอื่นๆ 

สรุปเมื่อซักประวัติแล้วจะทำให้สามารถบอกได้ว่า..

          1. ลักษณะพัฒนาการล่าช้าดังกล่าวเป็นแบบคงที่ (static) หรือถดถอย (progressive encephalopathy)
          2. เด็กมีระดับพัฒนาการช้าจริงหรือไม่ อย่างไร อยู่ในระดับไหน
          3. มีข้อบ่งชี้ว่าจะมีสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรมหรือไม่
          4. สาเหตุของความบกพร่องทางพัฒนาการนั้นเกิดจากอะไร
          5. ขณะนี้เด็กได้รับการช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างไร



2. การตรวจร่างกาย  
          2.1 ตรวจร่างกายทั่วๆไป
          2.2  ภาวะตับม้ามโต 
          2.3 ผิวหนัง
          2.4 ระบบประสาทต่างๆ
          2.5 ดูลักษณะของเด็กที่ถูกทารุณกรรม (child abuse)
                          2.6 ระบบการมองเห็นและการได้ยิน 

          3. การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ
                    4.การประเมินพัฒนาการ

  • การประเมินแบบไม่เป็นทางการ
  • การประเมินที่ใช้ในเวชปฏิบัติ
                      -แบบทดสอบ Denver II            -Gesell Drawing Test 
         -แบบประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด - 5 ปี สถาบันราชานุกูล สามารถใช้ในการคัดกรอง ประเมินพัฒนาการและส่งเสริมพัฒนาการ

แนวทางในการดูแลรักษา
          1. หาสาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
          2. การตรวจค้นหาความผิดปกติร่วม
          3. การรักษาสาเหตุโดยตรง
          4. การส่งเสริมพัฒนาการ

          5. ให้คำปรึกษากับครอบครัว

สรุปขั้นตอนในการดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
          1. การตรวจคัดกรองพัฒนาการ (Developmental screening)
          2. การตรวจประเมินพัฒนาการ (Developmental assessment)
          3. การให้การวินิจฉัยและหาสาเหตุ (Diagnosis)
          4. การให้การรักษาและส่งเสริมพัฒนาการ (Treatment and early Intervention)
          5. การติดตามและประเมินผลการรักษาเป็นระยะ (Follow up and evaluation)

สรุป
         
เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการจะมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน การสังเกตพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก การประเมินพัฒนาการเด็กเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในเด็กกลุ่มเสี่ยงตามสาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการจะช่วยให้ค้นหาเด็กเหล่านี้ได้เร็วขึ้น สามารถให้การช่วยเหลือได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้นตามศักยภาพ
 

ความรุ้เพิ่มเติม




การเข้าชั้นเรียน ครั้งที่ 4

29 พฤศจิกายน 2556


กิจกรรมการเรียนการสอน

                6. เด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ( Children with Behaviord and Emotional Diesorders )
     ***หมายถึง  เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้ เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตัวเองไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย

แบ่งได้ 2 ประเภท

- เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ (*ร้ายแรง)
  • ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้

- เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้ (*ครูยังสอนได้)
  • วิตกกังวล
  • หนีสังคม
  • ก้าวร้าว

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก 
- เด็กสมาธิสั้น Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders เรียกย่อๆว่า (ADHD)
- เด็กออทิสติก Autistic หรือ ออทิสซึ่ม Autism 

***ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์***
  1. อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือ ที่นอน
  2. ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก
  3. ดูดนิ้ว กัดเล็บ
  4. หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม
  5. เรียกร้องความสนใจ
  6. อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า              
  7. ฝันกลางวัน
  8. พูดเพ้อเจ้อ
  9. ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว
7. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ Children with Learning Disabilites (LD)
     ***หมายถึง  เด็ก LD มี IQ เท่ากับเด็กปกติทั่วไป เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง เด็กมีปัญหาทางการใช้ภาษา หรือ พูด การเขียน ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย

              **ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้**
  1.  มีปัญหาในทักษะทางคณิตศาสตร์
  2.  ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้
  3.  เล่าเรื่อง/ลำดับเหตุการณ์ไม่ได้
  4.  มีปัญหาด้านการอ่าน/เขียน
  5.  ซุ่มซ่าม
  6.  รับลูกบอลไม่ได้
  7.  ติดกระดุมไม่ได้
  8.  เอาแต่ใจตนเอง

8. เด็กออทิสติก   Autistic (ไม่พูดจา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว)
     ***หมายถึง หรือ ออทิสซึ่ม Autism เด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรงในการสื่อความหมายพฤติกรรม สังคม และ ความสามารถทางสติปัญญาในการรับรู้ เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

9. เด็กพิการซ้อน  Children with Multiple Handicaps
     ***หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่า 1 อย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก เช่น เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด เด็กที่หูหนวกและตาบอด

กิจกรรมภายในห้องเรียน
-อาจารย์ให้ดูโทรทัศน์ครู  ผลิบานผ่านมือครู  ตอน ห้องเรียนแรกของเด็กพิเศษ
-อาจารย์ให้สรุปองค์ความรู้ 




วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การเข้าชั้นเรียน ครั้งที่ 3

22 พฤศจิกายน 2556


กิจกรรมการเรียนการสอน
4. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ ( Children with Physical and Health Impairment )

    
** หมายถึง  เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป มีปัญหาทางระบบประสาท มีความลำบากในการเคลื่อนไหว 
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท  คือ
- อาการบกพร่องทางร่างกาย
- ความบกพร่องทางสุขภาพ

       1. อาการบกพร่องทางร่างกาย

         1.1 ซี.พี. (Cerebral Palsy)
การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอดหรือหลังคลอด
การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างๆของสมองแตกต่างกัน

     อาการ
-อัมพาตเกร็งของแขนขาหรือครึ่งซีก (spastic)
-อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Atheloid)
-อัมพาตสูญเสียการทรงตัว (Ataxia)
-อัมพาตตึงแข็ง (Rigid)
-อัมพาตแบบผสม (Mixed)

                1.2 กล้ามเนื้ออ่อนแรง ( Muscular Distrophy)
++เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุม กล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เสื่อมสลายตัว
++เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
++จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม

                   1.3 โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic)
      ·      ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (club foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (spina Bifida)
      ·      ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโก่ง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรัง มีหนองเศษกระดูกผุ
      ·      กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ


                  1.4  โปลิโอ (Poliomyelitis)
      -    มีอาการกล้ามเนื้่อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา (ส่วนมากเป็นที่ขามากกว่าแขน)
      -    ยืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยืนด้วยได้อุปกรณ์เสริม
                 1.5 แขนขาด้วยแต่กำเนิด (Limb Deficiency)
                 1.6 โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesis Imperfeta)

                   ความบกพร่องทางสุขภาพ
1.โรคลมชัก (Epilepsy)
เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง

     1.1. ลมบ้าหมู (Granol Mal)
เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึก ในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดลิ้น กัดฟัน

     1.2. การชักในช่วงเวลาสั้นๆ (Petit Mal)
-เป็นอาการชักชั่วระยะเวลาสั้นๆ 5-10 วินาที
-เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
-เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย

     1.3. การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
-เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จะนอนหลับไปชั่วครู่

     1.4. อาการชักแบบ (Partial Complex)
-เกิดอาการเป็นระยะๆ
-กัดริมฝีปาก ไม่รู้สึกตัว ถูตามแขนขา เดินไปมา
-บางคนอาจเกิดความโกรธหรือโมโห หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก

     1.5. อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก

2. โรคระบบทางเดินหายใจ

3.โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus

4.โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)

5.โรคศีรษะโต (Hydrocephalus)

6.โรคหัวใจ (Cardiac Conditions)

7.โรคมะเร็ง (Cancer)

8.เลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia)

**ลักษณะเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ**

      ·    มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
      ·   ท่าเดินคล้ายกรรไกร
      ·  เดินขากะเผลก หรืออีดอาดเชื่องช้า
      ·  ไอเสียงแห้งบ่อยๆ 
      ·   มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
       · หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจางบนแกล้ม ริมฝีปากหรือปลายนิ้ว
      · หกล้มบ่อยๆ
      · หิวและกระหายน้ำอย่างเกินกว่าเหตุ

        5. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Children with speech and Language Disabilities.)

          ***เด็กที่พูดไม่ชัด ออกเสียงผิดเพี้ยน อวัยวะที่ใช้ในการพูดไม่สามารถเป็นไปตามลำดับขั้น การใช้อวัยวะเพื่อการพูดไม่เป็นไปดังตั้งใจมีอากัปกิริยาที่ผิดปกติขณะพูด

  1. ความผิดปกติด้านการออกเสียง
·                     ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานของภาษาเดิม
·                     เพิ่มหน่วยเสียงเข้าในคำโดยไม่จำเป็น
·                     เอาเสียงหนึ่งมาแทนเสียงหนึ่ง เช่น กวาด เป็น ฝาด

  2. ความผิดปกติด้านจังหวะเวลาของการพูด เช่น การพูดรัว พูดติดอ่าง

  3. ความผิดปกติด้านเสียง
·                     ระดังเสียง
·                     ความดัง
·                     คุณภาพของเสียง

  4. ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมากจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ aphasia

4.1 Motor aphasia
            -เด็กเข้าใจคำถามหรือคำสั่ง แต่พูดไม่ได้ ออกเสียงลำบาก
            -พูดช้าๆ พอพูดตามได้บ้างเล็กน้อย บอกชื่อสิ่งของพอได้
            -พูดไม่ถูกไวยากรณ์
 4.2 Wernicke's aphasia
           -เด็กที่ไม่เข้าใจคำถามหรือคำสั่ง ได้ยินแต่ไม่เข้าใจความหมาย
           -ออกเสียงไม่ติดขัด แต่มักใช้คำผิดๆ หรือใช้คำอื่นซึงไม่มีความหมายมาแทน
4.3 Conduction aphasia
           -เด็กที่ออกเสียงได้ไม่ติดขัด  เข้าใจคำถามดี แต่พูดตามหรือบอกสิ่งของไม่ได้ มักเกิดร่วมไปกับอัมพาตของร่างกายซีกขวา
4.4 Nominal aphasia
            -เด็กที่ออกเสียงได้ เข้าใจคำถามดี พูดตามได้ แต่บอกชื่อวัตถุไม่ได้เพราะลืมชื่อ บางทีไม่เข้าใจความหมายของคำ มักเกิดร่วมไปกับ Gerstmann's syndrome
4.5 Global aphasia
            -เด็กที่ไม่เข้าใจทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน
            -พูดไม่ได้เลย
 4.6 Sensory agraphia
            -เด็กที่เขียนเองไม่ได้ เขียนตอบคำถามหรือเขียนชื่อวัตถุก็ไม่ได้ มักเกิดร่วมกับ Gerstmann's syndrome
4.7 Motor agraphia
            -เด็กที่ลอกตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ไม่ได้
            -เขียนตามคำบอกไม่ได้
 4.8 Cortical alexia
            -เด็กที่อ่านไม่ออก เพราะไม่เข้าใจภาษา
 4.9 Motor alexia
            -เด็กที่เห็นตัวหนังสือหรือตัวเขียน เข้าใจความหมายแต่อ่านออกเสียงไม่ได้
 4.10 Gerstmann's Syndrome
            -ไม่รู้ชื่อนิ้ว Finger agnosia
            -ไม่รู้ซ้ายขวา Allochiria
            -คำนวณไม่ได้ Acalculia
            -เขียนไม่ได้ Agraphia
            -อ่านไม่ออก Alexia
4.11 Visual agnosia
            -เด็กที่มองเห็นวัตถุ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร บางทีบอกชื่อนิวตัวเองไม่ได้
4.12 Auditory agnosia
            -เด็กที่ไม่มีความบกพร่องทางการได้ยินแต่แปลความหมายของคำหรือประโยคที่ได้ยินไม่เข้าใจ

**ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา**

   ·   ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบาๆ และอ่อนแรง
   ·   ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10 เดือน
   ·  ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ
   · หลัง 3 ขวบ แล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
   ·   ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
   ·  หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา
   ·  มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
  ·  ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย